happening lately!

  • midnights_children_ver6_xlg

    Midnight’s Children

  • Untitled-1

    Nut Walker presents “happening book party 2013″

  • ลำนำแห่งขุนเขา

    ดนู ฮันตระกูล ไหมไทยออร์เคสตร้า: ลำนำแห่งขุนเขา

happening scoop!

February 29, 2012 binlah04

On this month

บินหลา สันกาลาคีรี: งานทั้ง 10 ของนักเขียน

VN:F [1.9.8_1114]
Rating: 0 (from 0 votes)

ในการทำ happening ฉบับที่ 59 เราได้มีโอกาสนั่งสนทนายาวๆ กับ บินหลา สันกาลาคีรี หรือ วุฒิชาติ ชุ่มสนิท นักเขียนซีไรต์ที่ปัจจุบันกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการทำนิตยสาร Writer แม้จะพูดคุยกันในประเด็นเกี่ยวกับชีวิตในปีที่ผ่านมาของเขาเป็นหลัก แต่บทสนทนาหลายๆ ช่วงก็ข้องเกี่ยวกับความเป็นนักเขียนอย่างเลี่ยงไม่ได้

ก็นี่เป็นการคุยกับนักเขียน ที่กำลังทำนิตยสารที่มีชื่อแปลว่านักเขียนนี่นา

บทสนทนานี้เกิดขึ้นก่อนที่ พ.ศ. 2554 จะสิ้นสุด ในวันที่อากาศเย็นและผู้คนเป็นหวัดกันถ้วนหน้า แล้วการสนทนาช่วงหนึ่งก็ดำเนินมาถึงเรื่องเกี่ยวกับ ‘นักเขียน’ แบบเต็มๆ ในที่สุด

พอลองว่าเป็นนักเขียนแล้ว บินหลา สันกาลาคีรี คิดว่ามี ‘งาน’ ที่นักเขียนควรจะทำจริงๆ อยู่ 10 ข้ออย่างขาดตกบกพร่องไม่ได้

ข้อ 1. คือคุณต้องเป็นนักกีฬา นักเขียนต้องออกกำลังกาย เพื่อรักษาสมอง” เขาเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก “ข้อ 2. นักเขียนควรจะมีพจนานุกรม ในการเลือกเฟ้นคำ ในการเรียนรู้จากคำ ข้อ 3. คุณต้องศึกษาประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ข้อ 4. คุณต้องอ่าน คุณต้องเสพศิลปะ” เขากล่าวถึง 4 ข้อแรกแบบฉับไว มาถึงตรงนี้ยังรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่นักเขียนควรจะทำอยู่แล้ว…ในความเข้าใจของคนทั่วไป

ข้อ 5. คุณต้องตระหนักรู้ว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การตระหนักคือการมองเห็น แล้วก็ลึกลงไปกว่าเห็น รู้ว่าผลกระทบอะไรจะเกิดขึ้นยังไง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มันจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าอุดมการณ์ คือการตระหนักรู้ก่อน มันทำให้คุณไปทำอะไร ทำจนกระทั่งมันเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกับคุณ โดยไม่ต้องไปอาสา มันจะกลายเป็นอุดมการณ์ของชีวิต ถ้าถามเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม บางทีมันอาจจะผิวเผินเกิน อย่างผมเองก็ถูกฝึกด้วยการไปออกค่ายอาสาพัฒนา ไปเห็นสลัม ได้เห็นความทุกข์ยากของคนที่ไม่ซับซ้อนมากเท่าสังคมปัจจุบัน เราตระหนักว่าเราก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ง่าย แต่ทุกวันนี้สังคมมันซับซ้อนมาก บางทีเราตระหนักตรงนี้ แต่ไปพลาดตรงนั้น มันก็เลยยิ่งต้องใช้เวลา แต่เรื่องนี้สำคัญ คุณยืนระยะเป็นนักเขียนด้วยเบสิกการเขียนเท่านั้นไม่ได้ ต้องยืนระยะด้วยอุดมการณ์”

ผ่านไปแล้วครึ่งทาง เขายังกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงสม่ำเสมอ ราวกับเป็นสิ่งที่ท่องเอาไว้ได้ขึ้นใจเสมอมา


(ภาพถ่ายโดย วิชญ์พล พลพิทักษ์ชัย)

“งานข้อ 6. คือนักเขียนต้องเดินทาง การอ่านเป็นการเรียนรู้ประสบการณ์คนอื่น แต่การเดินทางเป็นการเรียนรู้จากตัวเอง แต่การเดินทางมันไม่ใช่แค่การนั่งรถไฟฟ้าเล่น ผมมองการเดินทางสองแบบ คือการเดินทางแท้จริง กับการเดินทางไม่แท้ การเดินทางแท้จริงเท่านั้นที่จะทำให้คุณเป็นนักเขียนขึ้นมาได้ การเดินทางแท้จริงคืออะไร ประการแรกคือคุณมีโอกาสตัดสินใจในการเดินทาง เด็กไทยขาดโอกาสในการตัดสินใจ บางทีเราชอบมาคร่ำครวญว่าเราตัดสินใจผิด แต่จริงๆ เป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยได้ตัดสินใจ ทุกวันนี้ผมอายุ 40 กว่า สิ่งที่ผมต้องทำมากที่สุดในแต่ละวันคือรับโทรศัพท์จากเพื่อน จากน้อง จากพี่ โทรมาคุย มาปรึกษาว่า ‘เอาไงดี มันยาก’ คือเมื่อคุณยิ่งอายุมากขึ้น คุณจะเจอสิ่งที่ไม่มีถูกร้อยเปอร์เซ็น ไม่มีผิดร้อยเปอร์เซ็น การเลือกจะแปลว่าต้องสูญเสียสิ่งที่คุณไม่เลือก เพราะฉะนั้นคุณต้องหัดตัดสินใจเพื่อจะได้รู้ว่าคุณจะเสียอะไรบ้าง พอหัดเยอะๆ มันจะเข้าใกล้ความถูกต้องมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็จะชิน จะยอมรับการไม่ถูกเลือก หรือการไม่เลือก ไม่ใช่ต้องได้ทุกอย่าง ประการต่อมาคือการเดินทางทำให้คุณได้ประสบการณ์ ประสบการณ์แปลว่าคุณเห็นแล้วคุณคิดกับมันยังไง ไม่ใช่แค่เห็น ตราบใดที่คุณเอาข้างในคุณออกมาได้ว่าคุณคิดกับมันยังไง นั่นแหละคือการเดินทาง ตรงนี้การเดินทางมันจะช่วยหัดตัดสินใจ หัดคิด หัดมอง ซึ่งช่วยต่อการเป็นนักเขียนได้เยอะ” เขาพูดยาว ก่อนจะหยุดพักจิบน้ำเปล่าที่วางไว้ข้างตัว

เห็นพูดถึงข้อที่ 6 ยาวเหยียด บินหลา สันกาลาคีรี ก็พูดเสริมว่าจริงๆ แล้ว 5 ข้อแรกนั้นเป็น 5 ข้อง่าย ส่วนข้อ 6 ถึง 10 นั้นเป็น 5 ข้อยาก แต่ไม่มีใครทำไม่ได้หรอก แล้วเขาก็ต่อด้วยข้อที่ 7. ทันที

ข้อ 7. คือการฝึก นักเขียนต้องฝึกให้เยอะ ผมใช้แบบการฝึกทุกแบบ เวลาไปสอนการเขียน เวิร์กช็อปของผมมีตั้งแต่ให้เขียนโปสการ์ด เขียนข้อความสั้นๆ คือมันเป็นการฝึกการเลือกคำ นักเขียนต้องมีคลังคำอย่างที่ผมบอกไป ยิ่งฝึกมากเท่าไหร่การเลือกก็ยิ่งเข้าใกล้ความเป็นจริงมาก ส่วน ข้อ 8. คือแสวงหาบรรณาธิการ ข้อนี้ยากมากสำหรับเมืองไทย เพราะบรรณาธิการอาชีพไม่มีในเมืองไทย รายได้ไม่คุ้ม แต่มันไม่มีทางเลือก ข้อดีอย่างหนึ่งของเมืองไทย คือพอเราไม่มีบรรณาธิการอาชีพ คนที่เป็นบรรณาธิการเราต้องรักเรา เขาถึงช่วยเรา สิ่งที่ได้คือเกิดความเคารพ มันเกิดระบบซีเนียริตี้ขึ้นมาในวงการนักเขียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้น ในวงการนักเขียนไม่มีใครคิดว่าเราเขียนแย่กว่าใครหรอก ทุกคนคิดว่าตัวเองเก่งทั้งนั้นแหละ เขาเป็นรุ่นพี่เราเราก็คิดว่าเราเก่งกว่าได้ ไม่ใช่เรื่องผิด เป็นเรื่องที่ต้องมีด้วย ถ้าปราศจากอีโก้มันทำงานไม่ได้ แต่ถ้ามีแต่อีโก้อย่างเดียว ไม่มีซีเนียริตี้มันก็เละ สองอย่างมันต้องควบคู่ไปด้วยกัน ความเคารพในวัยวุฒิคุณวุฒิกับการต้องต่อสู้กันทางฝีมือ มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ไม่งั้นเราจะฟังคำวิจารณ์ผู้ใหญ่ไม่ได้เลยนะ ถ้าเชื่อไปหมดก็วินาศ แต่ถ้าคุณไม่มีผู้ใหญ่ที่เคารพเลย วันหนึ่งคุณจะขาดซึ่งข้างใน” บรรณาธิการไรเตอร์ กล่าวจริงจัง ก่อนที่จะเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้ฟัง “บรรณาธิการคนแรกในชีวิตผมคือศิลปินแห่งชาติ คุณอาจินต์ (ปัญจพรรค์) ตอนนั้นผมอายุสัก 30 คุณอาจินต์อายุราว 70 เจอหน้ากันผมก็ไหว้อย่างนอบน้อมที่สุด เพราะผมรักเคารพคุณอาจินต์ เขาก็ทักทายผมดีมาก แล้วคุณอาจินต์ ก็เหลือบไปเห็น อ.เสนีย์ เสาวพงศ์ (ศักดิชัย บำรุงพงศ์) อายุ 90 ท่านเคยเขียนเรื่อง ปีศาจ ในสายตาเราคนอายุ 70 กับ 90 ไม่ต่างกัน เราก็เห็นเป็นคุณตาทั้งคู่ แต่ อ.เสนีย์ นั่งบนเก้าอี้ คุณอาจินต์ก็ลงคุกเข่าที่พื้นแล้วกราบเท้า ผมตัวชาเลย คุณอาจินต์อายุขนาดนั้นแล้วยังกราบเท้า เขาสอนกันมาแบบนี้ เขาเป็นกันมาแบบนี้ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้นการแสวงหาบรรณาธิการให้เจอ นอกเหนือจากการได้การชี้นำ การชี้แนะการเขียนที่ถูกต้องแล้ว คุณจะแสวงหาความนอบน้อมจากข้างในของตัวเองเจอเหมือนกัน”

เหลืออีก 2 ข้อ การงานของนักเขียนอาจเริ่มดูหนักหนาสำหรับใครบางคนที่คิดจะเป็นนักเขียนบ้างแล้ว แต่ลองมาดู 2 ข้อสุดท้ายเสียก่อน

ข้อ 9. คือการรักใครสักคน ทุกอารมณ์มันเป็นเรื่องของพลังจากข้างใน ทุกอารมณ์ช่วยมนุษย์ส่งพลังออกมาได้อยู่แล้ว แต่อารมณ์รักส่งเยอะที่สุด ทำให้เห็นมากกว่าปกติ เห็นทุกด้าน แล้วก็เรียนรู้ ข้อ 5. ผมบอกให้คุณตระหนักว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลก คุณก็จะเห็นความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ แต่มาถึงข้อนี้ พอคุณรักใครสักคน คุณจะเห็นความทุกข์ของตัวเอง ซึ่งจะทำให้คุณยิ่งเข้าใจความทุกข์ของคนอื่นมากขึ้น ข้อ 5. คุณเห็นความทุกข์ของเขา คุณอาจจะเศร้าไปกับเขา แต่ถ้าคุณมีความรัก คุณอาจจะร้องไห้ไปกับเขาเลย เพราะมันลึกลงไป พลังนี้เป็นพลังที่มันเหมือนเป็นเอ็นโดรฟินทางอารมณ์ ถ้าคุณบอกว่ามนุษย์สามารถแบกโอ่งได้เพราะความตกใจ มนุษย์ก็สามารถเขียนอะไรที่ตัวเองนึกไม่ถึงได้เพราะความรัก ” เขายิ้มบางๆ ก่อนจะขยายความอีกนิดว่า “ความรักไม่ได้แปลว่าต้องมีแฟนนะ จะมีหรือไม่มีมันคนละเรื่อง ไม่เกี่ยวกัน แต่นักเขียนต้องรู้จักความรักให้ได้”

ไล่เรียงมาถึงปลายทางจนได้ ปกติแล้วข้อสุดท้ายของ ‘ฮาวทู’ ทั้งหลายมักจะเป็นบทสรุป เป็นบทส่งท้าย หรือไม่ก็เป็นเคล็ดลับทีเด็ด และสำหรับข้อสุดท้ายนี้ นักเขียนหนุ่มใหญ่

ข้อ 10. คือถึงคุณจะรักใครสักคน ถึงคุณจะมีแฟน แต่คุณก็ต้องอยู่คนเดียวให้เป็น นักเขียนยังไงก็ต้องทำงานคนเดียว ต้องพร้อมที่จะคุยกับตัวเอง ในแต่ละวันเรามีความพร้อมที่จะคุยกับคนอื่น เรามีเฟซบุ๊ก เรามีโทรศัพท์ เต็มไปหมด ทำให้ทำงานยาก ถ้าไม่เคยคุยกับตัวเอง ตรงนี้คือสิ่งที่ต้องอยู่ให้ได้”

หลังประเด็นนี้ผ่านพ้นไป เรายังคงพูดคุยกันต่อไปอีกหลายเรื่อง จนเวลาล่วงเลย…จนสมควรแก่เวลา

เราเอ่ยคำลา แยกย้าย แล้วต่างคนก็ต่างกลับไปอยู่กับตัวเองอีกครั้ง.

#บทความนี้เป็นฉบับตัดต่อแล้ว ยังมีเนื้อหาที่ไม่ได้เอามาลงในที่นี้ เช่นเรื่อง ’3 สิ่งที่นักเขียนต้องเลือก’ เป็นต้น ติดตามอ่านสกู๊ป “บินหลา สันกาลาคีรี: งานทั้ง 10 ของนักเขียน” แบบเต็มๆ ได้ใน happening ฉบับ 60 (ฉบับครบรอบ 5 ปี: Top 5) และติดตามอ่านสัมภาษณ์ บินหลา สันกาลาคีรี เกี่ยวกับนิตยสาร Writer ได้ใน happening 59

VN:F [1.9.8_1114]
Rating: 4.7/5 (7 votes cast)
บินหลา สันกาลาคีรี: งานทั้ง 10 ของนักเขียน, 4.7 out of 5 based on 7 ratings

on this month!

Cover Mirai Chan

มิรัยจัง กับ โคโตริซัง

ในประเทศญี่ปุ่นช่างภาพหลายคนที่แจ้งเกิดและโด่งดังจากการออกหนังสือรวมภาพถ่าย หนังสือรวมภาพถ่ายเด็กน้อยน่ารักชื่อ ‘มิรัยจัง’ ที่ตีพิมพ์ในปี 2011 จัดว่าได้รับการยอมรับในระดับที่ดีมากเป็นพิเศษ เพราะว่ามียอดขายสูงขนาดทะลุ 9 หมื่นเล่ม มารู้จักกับหนูน้อยคนนี้และช่างภาพเจ้าของหนังสือเล่มนี้กัน